computer

SSD vs HDD ภาคจบ

posted on 06 Feb 2011 12:12 by ipats in Tech
สวัสดีครับ

ภาคจบ.. ฮ่าๆ

ตอนแรกก็ว่าจะเฉยๆ จบๆ ไป แต่นะ.. มันอดไม่ได้
เห็นคนเข้าใจอะไรผิดๆ เราก็อยากช่วยแก้ให้ถูก

ก่อนอื่น ขอย้ำประเด็นของผมก่อน

เริ่มจาก "SSD เสียงแห้ง"
ซึ่งมีคนเคลมว่าเสียงจากการเล่นเพลงบน SSD และ HDD ต่างกัน ด้วย Storage Latency

ข้อสังเกต
1. ตอนแรกที่บอกว่า "SSD เสียงแห้ง" ผมเข้าใจไปเองว่า มันหมายถึง SSD มีผลกระทบในแง่ลบ แต่ไปๆ มาๆ "เค้าว่า" latency ใน hdd ทำให้เสียงเพี้ยนได้.. เอ ไปๆ มาๆ ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า มันดี หรือมันแย่กันแน่ แต่สรุปรวมๆ เค้าว่ามันต่างกันแหละน่า

2. ไอ้ที่ต่างกันเนี่ย เค้าบอกว่าเกิดมาจาก Access Time ของ Storage Device (ซึ่งถ้าใช้ NAS ก็คงจะเสียงห่วยไปสุดๆ เลยทีเดียว)

3. ประเด็นเรื่องเสียงต่าง/ไม่ต่าง อันนี้ผมบอกได้แน่นอนว่ามัน "ควร" ต่างกันแน่นอน เพราะ DAC มันทำงานได้ไม่เที่ยงตรง.. ซึ่งเป็นเพราะมันมีภาค Analog ซึ่งที่ต่างก็เพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น Clock Generator ความถี่ไม่นิ่ง, มีการรบกวนกันของกระแสไฟฟ้า, ไฟไม่นิ่ง ฯลฯ แต่ไม่ใช่ "HDD ช้า" อย่างที่ "เค้า" อ้าง (เพราะงั้น เสียงแห้ง ไม่แห้ง อะไรนี่ผมไม่สน ผมสนที่เค้าเคลมเหตุผล)

** จากข้อ 3, มันเลยสามารถสรุปลงไปได้ว่าทำ blind test ไปก็ไม่ใช่ว่าจะได้ข้อสรุปครับ
เพราะถ้าหูของ "พวกเค้า" ไวมากจริงๆ noise เพียงเล็กน้อยก็มีผลแล้ว อุณหภูมิห้องเปลี่ยน ก็มีผลกับเสียง เวลาฟัง ขยับหัวเล็กน้อย ก็เกิด doppler effect แล้ว ระยะต่างๆ ก็มีผลหมด (นั่งห่างจากลำโพง 1 เมตร ก็เกิด latency ไป 3ms แล้วครับ, สงสัยว่าจะมาเอาอะไรกับ 1ms ของ buffer), เอ่อ.. หรือไม่.. การที่เราหายใจมากๆ ก็ทำให้เสียงเพี้ยนได้นะครับ (CO2 หนักกว่า O2!! ยิ่งหายใจ เสียงยิ่งเพี้ยน.. โอ้ววม่ายยยย~)

เอ็นทรีนี้ผมคงไม่อธิบายส่วนที่พูดถึงไปแล้ว แต่ขอพูดแย้ง และอธิบายสิ่งที่เค้าอ้างมาแล้วกัน

1. XXHighEnd
อันดับแรก วันแรกๆ นั้น เค้าเอาลิงค์มาให้ผมดู บอกว่าเนี่ย เปรียบเทียบการเซ็ต buffer latency ค่าต่างๆ แล้ว เสียงไม่เหมือนกัน มีกราฟประกอบ ให้ไปอ่านดู เป็นข้อพิสูจน์ แล้วก็บลัฟต่อ

ด้วยว่า มันไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ หรอก ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ บลาๆๆ

โอเค จะอธิบายให้เค้าเข้าใจ
1.1 "เค้า" บอกว่า กราฟเนี่ย แสดงถึง bit stream ที่ไปยัง soundcard ที่มันไม่เหมือนกันเพราะปรับ latency (ซึ่งก็เป็นการเอา storage latency มามั่วกับ buffer latency อีกเช่นเดิม) เพราะฉะนั้น computer มันผิดพลาดได้ ไม่ใช่ bit-perfect!

ดูกราฟ: http://www.computeraudiophile.com/content/Why-does-computer-matter#comment-61713
ตอบ:
ในลิงค์ที่เค้าส่งมา มีเขียนชัดเจนว่า "This is an analogue take from a DAC I own" แปลว่า.. ไอ้กราฟที่เค้าได้มาเนี่ย มันคือเอาท์พุตที่เป็นอนาล็อกที่ออกมาจาก DAC คร้าบบบ.. ไม่ใช่ข้อมูล Digital ที่ส่งไป DAC

แถมเค้าก็ไม่บอกอีกว่าเอาข้อมูลอนาล็อกนี้กลับมายังไง ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่า ก็อัดเอาจาก Line-in นี่แหละ ซึ่งใครๆ ก็ทราบดีกว่า การเล่นเพลง ถึงแม้จะมี parameter เหมือนกัน สมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ผ่าน DAC แล้วย้อนมา ADC อีกรอบเนี่ย ทำยังไงมันก็ไม่เหมือนเดิมครับ

1.2 นอกจากนี้ ไอ้คนที่เอากราฟมาเดโมเนี่ย เค้าเป็นคนที่พัฒนาโปรแกรมที่ชื่อว่า XXHighEnd ซึ่งเป็นโปรแกรมฟังเพลง ที่เค้าเคลมว่าดีมาก โดยวิธีทำกราฟของเค้าบอกว่าเปลี่ยนค่า parameter Q1 ในโปรแกรมของเค้าเป็นค่าต่างๆ แล้วเอามาเทียบ.. แต่ขอหน่อยเถอะ ไอ้ค่า Q1 นี่มันคืออะไรครับ, เค้าอ้างว่าเป็นการปรับ latency อะไรซักอย่าง แต่ผมไม่สามารถหา reference ได้เลย จะโหลดโปรแกรมมาลองใช้ ก็เกิดเรื่องอีก เพราะมันรันไม่ขึ้น (สงสัยโดนพิษ 64-bit เหอๆ)

สุดท้าย ผมก็ต้องไปพึ่ง forum ต่างๆ แล้วก็ได้มาว่า..
"XXHighEnd" - what is this player?
http://www.hydrogenaudio.org/forums/index.php?showtopic=68514

XXHighEnd player for Vista and XP better than foobar?
http://www.head-fi.org/forum/thread/246554/xxhighend-player-for-vista-and-xp-better-than-foobar

เอาไปอ่านแค่สองอันพอ
ถ้าขี้เกียจอ่าน จะสรุปให้ฟังว่า

คนใน forum หลายคนให้ความเห็นว่า XXHighEnd มันเป็นโปรแกรมอะไรก็ไม่รู้ ที่คนพัฒนาไม่สามารถอธิบายอะไรได้จริงๆ จังๆ เป็น concrete เลย มีการอ้างว่าโปรแกรมนี้ ส่งเสียงเป็น bit-perfect แต่สามารถปรับแต่งค่าได้, ปรับแล้วมันจะ perfect ได้อย่างไร ก็ไม่มีคำตอบ มีแต่อ้างเรื่อง jitter, ซึ่งก็มีคนลงความเห็น (ที่มันเป็นจริง) ว่า jitter มันไม่มี, เอะอะๆ จะมา jitter หน่ะ มันโลกอนาล็อครุ่นคุณปู่คร้าบบบ

รายละเอียดลองอ่านกันดูในลิงค์ สนุกมาก ดราม่าสุดๆ แรงกันขนาดที่ว่า มีคนกล่าวหาตาปีเตอร์ (คนที่พัฒนา) ว่า เชียนโปรแกรมหลอกๆ มา เพ้อให้ดูดี แล้วเก็บตังค่าโปรแกรม (70 ยูโรเชียวนะครับ, โปรแกรมยังเบต้าอยู่ด้วย บั๊กก็เยอะ หน้าตาก็ห่วย)

สุดท้าย ได้ข้อสรุปว่าโปรแกรมนี้ คนพัฒนาไม่น่าเชื่อถือ การทำงานของโปรแกรมไม่เคลียร์ แถมมีคนไม่ยอมรับอีกมาก

เพราะฉะนั้นประเด็นกราฟซึ่งเค้ามั่นใจหนักหนาว่าเป็นหลักฐานที่ดีมาก "ตกไป" เป็นฉะนี้นั่นเอง

2. Bit-Perfect
อันนี้ขออธิบายไว้เล็กน้อย คำนี้ ในคอนเท็กนี้หมายถึงว่า โปรแกรมเล่นเพลง สามารถถ่ายทอดทุกๆ บิต จากไฟล์เพลง ไปยัง Soundcard ได้ครบทุกบิต และเหมือนเดิมทุกประการ จริงๆ เหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ยากอยู่ทีเดียว ไม่ใช่เพราะว่า HDD อ่านไม่เร็วพอ แต่เพราะ

2.1 Multimedia Subsystem ของ OS (เช่น directsound) มันปรับเสียงให้เราเอง อย่างเช่นใน Windows เราจะเห็นได้ว่า หลายๆ โปรแกรมสามารถส่งเสียงได้พร้อมกัน เพราะว่ามันจะมี Mixer เป็นตัวรวมเสียงให้ และจัดการเรื่องต่างๆ (เช่นปรับ sample rate/resolution ให้เหมาะสม) การปรับ volume ก็ทำให้มีการแก้ไขข้อมูลเกิดขึ้น มันเลยเกิดมีวิธีพิสดารขึ้นมา คือการข้ามตัว subsystem ตรงนี้ไป แล้วไปติดต่อกับ driver (เกือบจะ)โดยตรงแทน (ที่หลายคนรู้จักในนาม ASIO/WASAPI)

2.2 Media Player มันมีลูกเล่น เช่น DSP ซึ่งถ้าเราต้องการ bit-perfect จริงๆ ต้องปิดการทำงานตรงนี้ทุกอย่าง รวมถึง EQ และแน่นอน volume control ด้วย!!

ผมว่า.. ถ้าทำขนาดนี้ คงต้อง output เสียงจากคอมเป็น digital แล้วไปผ่าน AVR เมพๆ อะไรทำนองนั้นอีกทีจะดีว่า :D

3. Thread Priority
เรื่องนี้ดูท่าจะเยอะ สรุปสั้นๆ หน่อย ว่า thread priority มีผลเมื่อ
3.1 ใช้ soundcard onboard ที่จำเป็นต้องทำ Mixing/DSP ที่ CPU (ถ้า CPU ไม่ว่าง ก็มีผล จริงไหม)
3.2 ใช้ Software DSP ที่หนักมากๆ (ถ้า CPU ทำงานไม่ทัน ก็เจ๊งคร้าบบ)
3.3 Codec ซับซ้อน, bitrate สูงเกินไป decode ไม่ทัน (ถ้าเป็นการเล่นวิดิโอ ก็เทียบได้กับการเอา Atom ไปเล่น H.264 1080p โดยไม่มีการ์ดจอ! มันเล่นได้ก็เมพแล้วคร้าบบ~~)
3.4 I/O เต็ม! อันนี้ไม่ใช่ว่าเป็นประเด็น HDD/SSD นะครับ I/O ที่ว่านี้ คือ System Bus ทั้งหมดมันเต็ม เกิดคอขวดขึ้น, ตอนนี้นึก case ไม่ออก แต่เอาเป็นว่า ถ้าฟังเพลงไป แล้วมีการใช้ app ที่รันหนักๆ (เช่น BOINC + VMWare) ก็เตรียมฟังเพลงกระตุกได้เลย (เพลงกระตุกนะครับ ไม่ใช้เพลงเสียงคุณภาพแย่ลง) + แถมอาจจะได้ BSoD เป็นของแถมด้วยนะ

เอ่อ.. นึกออกแค่นี้...

สรุปว่าในงาน Pro Audio ซึ่งมีทั้ง synthesis, mixing, dsp มันเลยต้องการ priority สูงๆ ไงครับ แต่ถ้าเอามาฟังเพลงเนี่ย มันไม่จำเป็นเลย!

4. CD Rip
ใครว่าอ่านข้อมูลจาก CD แล้วได้เหมือนเดิมเสมอ?? เกือบจริง แต่ไม่ทั้งหมด
เพราะถ้า CD มันเสีย มันก็อ่านไม่ได้จริงไหม!! /ผ่าง~~

ปูพื้นฐานก่อน การเก็บข้อมูลใน CD เนี่ย ไม่ได้เก็บแบบแผ่นเสียงนะครับ ที่เอาเข็มลากๆ แล้วมีเสียง
แต่ในแผ่น CD จะใช้การ "ขุดหลุม" เพื่อให้เป็นร่อง ยาวบ้าง สั้นบ้าง (หลุมยาว ก็คือหลุมสั้นที่ติดกันนั่นแหละ)
ทีนี้ พอเข้าเครื่องอ่าน เลเซอร์ก็จะยิงไปที่แผ่น แล้วดูแสงสะท้อนว่ามันสะท้อนที่ปากหลุม หรือก้นหลุม

ถัดมา CD-Audio กับ CD-Data มันต่างกันอีกนิดหน่อย สรุปคร่าวๆ ได้ตามการออกแบบว่า
- CD Audio ไม่ต้องการความถูกต้องของข้อมูลมากนัก เสียงผิดไปนิดๆ หน่อยๆ ฟังไม่ทันหรอก ผิดกับ Data ที่ผิดไปบิตนึง ก็หาชิบไม่เจอแล้ว
- CD Audio เน้น "ความต่อเนื่อง" ในการอ่าน คืออ่านไปเนี่ย ห้ามสะดุด ไม่งั้นเพลงกระตุกแน่, ในขณะที่ Data ไม่เน้นเท่าไหร่ ถ้าอ่านแล้วไม่แน่ใจว่าข้อมูลถูกไหม ก็อ่านซ้ำไปใหม่ได้

เทียบๆ กันกับการส่งข้อมูลบนเครือข่ายก็ได้ว่า Audio คล้ายๆ UDP ส่วน Data คล้ายๆ TCP

เมื่อความต้องการในการใช้งานไม่เหมือนกัน การออกแบบมันก็เลยไม่เหมือนกัน คือ CD Audio จะมีข้อมูลสำหรับตรวจสอบการผิดพลาดน้อยกว่า (ประมาณว่า ถ้าเก็บเพลงเนี่ย จะเก็บได้ 800MB แต่ถ้าเก็บข้อมูล จะได้แค่ 700 เพราะเอาอีก 100 ไว้กันพลาด)

ถัดมา เนื่องจากข้อมูลกันพลาดของ Audio CD มีจำนวนน้อยกว่า ก็อาจจะคิดได้ว่า ถ้ามันเสีย ก็เสียง่ายกว่า.. ถูกแล้ว แต่นอกจากนี้ มันยังมีเรื่องเครื่องอ่านอีกด้วย คือ...

เครื่องอ่าน CD เนี่ย.. ก็ทำตามหลักการออกแบบด้านบนนั้นเหมือนกัน คือถ้าเป็น Data อ่านผิดก็อ่านใหม่, แต่ถ้าเป็น Audio อ่านผิด เราไม่อ่านใหม่ แต่เราจะข้ามไปเลย ด้วยกลไกการแก้ไขข้อผิดพลาดของ CD ทำให้มันสามารถข้ามข้อมูลที่อ่านผิดไปแต่ยังเล่นเพลงต่อได้, ลองนึกสภาพว่า มันไม่ข้าม แล้วกลับมาอ่านใหม่ เพลงก็จะหยุด (buffer ใน drive มันน้อยครับ, นึกถึง CD ในรถ เวลาขับบนถนนขรุขระดูได้เลย)

กลไกการอ่านแผ่นแบบอ่านอะไรได้ก็เอาไว้ก่อนมันใช้ได้กับการเล่นแผ่นเพลงก็จริง แต่พอเอามา rip มันก็มีปัญหาว่าไอ้ที่ rip เนี่ย มันถูกจริงไหม เค้าก็มีเทคนิคหลายอย่างที่ช่วยให้แน่ใจ เช่น อ่านซ้ำหลายๆ ครั้ง, เช็ค CRC ฯลฯ ซึ่งเมื่อ rip ได้มาเป็นไฟล์แล้ว, ไฟล์นั้นก็จะมีข้อมูลเหมือนเดิมตลอดไป ไม่เปลี่ยน (ยกเว้นว่า HDD พัง ฮ่าๆๆ)

ทีนี้ มาเทียบการเล่นเพลงจาก CD กับไฟล์ที่ Rip มาจากแผ่นเดียวกัน
จากที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า การเล่นเพลงจาก CD นี่มันไม่แน่ไม่นอนเอาซะเลย เพราะถ้ามันอ่านพลาดปุ๊บ มันก็จะเริ่ม "เดา" ข้อมูล ณ ขณะนั้น ทันที ซึ่งแต่ละครั้งที่ฟัง ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้อมูลมันเหมือนเดิม (เพราะอ่านแบบเอาเร็วเข้าว่า - นี่อาจจะเป็นสาเหตุว่า ทำไมเครื่องเล่น CD บางรุ่น ถึงราคาสูงลิ่วเพื่อรับประกันว่าจะอ่านได้หมด ไม่ต้องเดา~~ // ซึ่งจริงๆ แค่ปรับ hardware กับ algorithm ของ firmware ก็ได้แล้ว~~)

ในขณะที่การเล่นเพลงจากไฟล์ ที่มันเหมือนเดิมตลอด (การอ่านข้อมูลจาก HDD ก็มีการตรวจสอบนะครับ แล้วก็ไม่ใช่แบบอ่านอะไรได้ก็อ่าน) แล้วก็อย่าลืมว่า ไฟล์เพลงที่ rip ได้ มันพิสูจน์ข้อมูลของ CD ด้วยวิธีการต่างๆ มาแล้ว ไม่ใช่ "เดา" ใหม่ทุกครั้งอย่างที่เครื่องเล่นแผ่นทำ

เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมว่า เล่นเพลงจากไฟล์ (lossless) กับจากซีดี อันไหนเสียงเหมือนเดิมมากที่สุด ก็คงต้องบอกว่าจากไฟล์ (ขอใช้คำว่าเหมือนเดิม, ไม่ใช่คำว่า "ดี" เพราะที่บางคนบอกว่าเสียงจากซีดีดีกว่า อาจจะเพราะเครื่องมัน "เดา" ข้อมูลได้ออกมาเจ๋งกว่าข้อมูลจริง)

ส่วนที่มีการกล่าวว่า CD ที่ Rip จาก Drive คนละเครื่อง จะได้ข้อมูลไม่เหมือนกัน อันนี้ผมไม่ได้ลอง ไม่สามารถบอกได้ว่าจริงไหม (drive เสียไปอันนึง Y-Y) แต่ถ้าเป็นจริง ก็สามารถอธิบายได้ว่า drive แต่ละตัว มัน "เดา" ข้อมูลที่มันอ่านไม่ได้ไม่เหมือนกัน เท่านั้นเอง ซึ่งก็อย่างที่บอก เวลาเอาไปเล่นจริงๆ มันก็เดาอีกอยู่ดีครับ

อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้สังเกตว่า ที่มันไม่ได้เป๊ะๆ perfect ตรงส่วนนี้ ไม่ใช่ว่าเพราะความไม่แน่นอน แต่เพราะว่าเค้า "จงใจ" ออกแบบมาให้เป็นอย่างนี้ (ด้วยข้อจำกัดเทคโนโลยีตอนออกแบบ, ด้วยลักษณะการใช้ ฯลฯ) คือวิศวกรเค้าคิดมาดีแล้วครับ

สุดท้าย ขอฝาก accessory เล็กๆ น้อยๆ
ปุ่มไม้ปรับเสียงพร้อม "Good vibration" ที่จะทำให้เสียงดีขึ้น ราคาเพียง $485
ดูรายละเอียดได้จาก.. boingboing http://bit.ly/hpn9Zd , wired http://bit.ly/eZADuu

Wired ให้ความเห็นว่า: These ones, however, are very effective at one thing in particular: teleporting money out of customers’ pockets.

ไม่รู้จริงไหม.. แต่ฮา

อ่อ.. ปล นิดนึง
มีคนเค้าอ้างว่า "data communications กับ computer architecture ที่เรียนในปริญญาตรีส่วนใหญ่จะเรียนรู้ในพื้นฐานที่เน้นไปทาง software"

เข้าใจว่า.. ก็เรียนที่เดียวกันนะครับ, แต่ทำไมผมรู้สึกเหมือนได้เรียนเยอะกว่านี้ก็ไม่รู้

ถ้ามีข้อสงสัย ลองไปอ่าน Windows Sound Architecture กับ Soundcard Architecture (เช่น Intel HD Audio) ดูก็ได้ครับ


Short Cut

posted on 16 Aug 2010 01:43 by ipats

สวัสดีครับ 

พอดีคุยเรื่อง shortcut ใน fb เลยลองทำลิสต์ดู
เป็นแบบที่กด CTRL กับตัวอักษรหนึ่งตัวนะครับ (บน MS Word)

A - Select All
B - Bold
C - Copy
D - Font Dialog
E - Center
F - Find
G - Goto
H - Replace
I - Italic
J - Justify
K - Hyperlink
L - Left
M - Indent
N - New 
O - Open
P - Print
Q - Reset Paragraph
R - Right
S - Save
T - Hanging Indent
U - UnderLine
V - Paste
W - Close
X - Cut
Y - Redo
Z - Undo

ครบ A ถึง Z เลย, ใช้จริงๆ น่าจะประมาณ 50 - 60 % นะ
(บ่อยๆ ก็น่าจะ A C V X P Z S O L R J E I U B N P) 


นอกจากนี้ก็มีพวกกดหลายๆ คีย์มากๆ อีก เช่น Ctrl+=, Ctrl+Shftt+= (ไว้ทำตัวยก ตัวห้อย) อะไรพวกนี้

สมัยเรียนใช้ทำรายงานบ่อย คล่องมาก, สมัยนี้ วันๆ มีแต่เขียนโปรแกรม ไม่ค่อยทำเอกสารละ สกิลถดถอย อิอิ 

 

VGA DVI HDMI

posted on 07 Jun 2009 23:51 by ipats
[คำเตือน.. geek มาก]

สวัสดีครับ

จากเอ็นทรีเมื่อวาน ก็มีบางคนสงสัยมาว่า
แล้ว HDMI ทำไมชัดกว่า VGA แล้วมันต่างจาก DVI ยังไง อะไรทำนองนี้

เพื่อเป็นการหาเรื่องอัพบล็อก วันนี้ ก็ขอมาเล่าเรื่องของการเชื่อมสัญญาณภาพล่ะกันครับ เอาแค่หลักๆ ที่พูดถึงเมื่อวานล่ะกัน :D

สำหรับการส่งสัญญาณภาพในคอมพิวเตอร์ หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับพอร์ตที่เรียกว่า VGA หรือที่มีชื่อจริงๆ ว่า D-SUB (DE-15 มี 15 ขา) หรือสำหรับเครื่องศาสดา ก็อาจจะเห็นเป็นหน้าตาแปลกๆ หน่อย เพราะใช้เป็น mini-VGA

สัญญาณที่ส่งออกมาจากพอร์ตนี้ ก็คือสัญญาณภาพ ที่ส่งจากคอมพิวเตอร์ไปยังจอภาพนั่นเอง โดยมีการใช้งานมานานแสนนาน ซักยี่สิบปีได้ ซึ่งได้นำเอามาแทน DE-9 ที่ใช้กันในจอโมโนโครม และจอสีในยุคแรกๆ โดยในจำนวน 15 ขาของ VGA นั้น มีขาที่จำเป็นเพียง 5 ขา คือสำหรับส่งสี 3 สี และสัญญาณบอกตำแหน่งแนวตั้งและแนวนอน ส่วนขาอื่นๆ นั้น จะเป็นกราวน์ (รวมถึงขา signal return) และขาสัญญาณสำหรับการสื่อสาร นั่นแปลว่า จอภาพ และคอมพิวเตอร์มันคุยกันได้ด้วย! ถ้าสงสัยว่ามันคุยอะไรกัน พื้นฐานเลย ก็จะเป็นพวกการตั้งค่าต่างๆ เช่นใน Windows มันก็จะสามารถบอกเราได้ว่า จอที่ต่ออยู่นั้นยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร และสนับสนุนการแสดงผลที่ความละเอียดไหนบ้าง

สัญญาณภาพ 3 สี ที่ส่งไปที่จอภาพนั้น เป็นสัญญาณแบบ analog ซึ่งก็คือ ความสว่างของสีแต่ละจุด จะควบคุมโดยความต่างศักย์ไฟฟ้า เช่น ถ้ากำหนดไว้ว่า 0.7V เท่ากับความสว่างสูงสุด 0V คือต่ำสุด ค่าระหว่าง 0 ถึง 0.7 ก็คือระดับสีต่างๆ นั่นเอง เมื่อรวมกันทั้งสามเส้น ก็จะได้สีที่แตกต่างกันมากมาย แต่วิธีนี้มันก็มีปัญหาคือ เมื่อเราใช้ความละเอียดสูงขึ้น มันก็ต้องส่งข้อมูลด้วยความถี่ที่มากขึ้น แล้วสัญญาณ analog มันก็ง่ายต่อการถูกรบกวน เพราะความต่างศักย์ที่ต่างกันเพียงไม่มากก็ทำให้สีเพี้ยนไปได้แล้ว นอกจากนี้ตัวสัญญาณสีของแต่ละพิกเซลก็ไม่มีความแน่นอนมากด้วย (หมายถึง มันไม่มี pixel timing)


ทีนี้มาสู่ยุคดิจิตอล ด้วย DVI ซึ่งเริ่มเอาการส่งข้อมูลแบบ digital เข้ามาใช้ ทำให้ภาพที่ได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะทนต่อสัญญาณรบกวนได้ดีกว่า แต่เอ๊ะ เคยเห็นหัวแปลงพอร์ตจาก DVI เป็น VGA แล้วต่อจอที่รับสัญญาณ VGA ไหม? มันทำได้ยังไงล่ะเนี่ย แปลง digital เป็น analog หรือเปล่า?

จริงๆ แล้วต้องพูดถึง DVI ก่อนว่า มันเป็น interface แบบผสมครับ คือมีทั้ง analog และ digital ในตัว ซึ่งถ้าแบ่งง่ายๆ ก็ได้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ DVI-D อันนี้จะส่งข้อมูล digital อย่างเดียว, DVI-A ส่งข้อมูล analog อย่างเดียว และ DVI-I ส่งข้อมูลทั้งสองอย่าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการ์ดจอที่มีช่องต่อ DVI มักจะส่งสัญญาณเป็น DVI-I ซึ่งนั้นก็ทำให้ตัวหัวแปลงเลือกเส้นสัญญาณบางเส้นที่เป็น analog มา แล้วก็เอาออกไปที่หัวต่อฝั่ง VGA นั่นเอง มันไม่ได้แปลงสัญญาณอะไรเลย ซึ่งแน่นอนว่า ความคมชัดและอะไรต่างๆ ที่เป็นข้อดีของ digital ก็จะหายไป


สุดท้ายตัว HDMI
จริงๆ แล้ว มันก็คือ DVI ที่แปลงรูปนั่นเองแหละครับ แต่มันก็ไม่ได้แปลงรูปอย่างเดียว เพราะมันได้ตัดส่วน analog ออกไป (ทำให้ไม่มี HDMI-to-VGA adapter นั่นเอง) และได้เพิ่มส่วนของ audio หรือเสียงเข้ามา ทำให้สายเส้นเดียวส่งได้ทั้งสัญญาณภาพและเสียง

ทีนี้ เมื่อวานผมได้บอกไปว่า ผมใช้ HDMI-to-DVI adapter เพื่อเอาไปต่อจอที่รับ DVI input ถ้าอ่านข้างบนแล้วไม่งง ก็คงจะเข้าใจได้ว่า การต่อแบบนี้ มันไม่ทำให้คุณภาพของภาพลดลงเลย (เพราะ HDMI คือ DVI นั่นเอง สัญญาณเหมือนกัน) เพียงแต่ผมไม่สามารถส่งเสียงออกไปด้วย ทำให้ต้องเพิ่มสาย audio จากคอมไปที่จออีก 1 เส้น (ใช่แล้ว จอผมมีลำโพงด้วย ถึงแม้มันจะห่วยมากก็เถอะ)

เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว 23.50 เดี๋ยวจะหมดวัน รีบอัพก่อน 555

ปล. จะมีใครลองพยายามใช้ HDMI-to-DVI แล้วเอาไปต่อ DVI-to-VGA ทดสอบไหม ว่ามันไม่ได้ผล :p