social

สวัสดีครับ
 
วันนี้มีข่าวเบนซินจะลดราคา แต่โซฮอลไม่ลด
ก็เลยมีกระแสเชิงลบว่า ทำไมไม่ลดโซฮอล
ส่วนต่างมันก็น้อยซิแล้วจะจูงใจคนใช้โซฮอลได้อย่างไร
 
บลาๆๆ

ลองมาคำนวณแบบง่ายๆ..

ถ้า เบนซิน 95 ลดเหลือ 39.52
 
โซฮอล 95 ทำมาจาก เบนซิน 90% + เอทานอล 10%
 
ราคา เอทานอล ณ เดือนกรกฏาคม คือ 24.28 บาท/ลิตร [อ้างอิง - PDF]
 
นั่นคือ ราคา โซฮอล 95 นั้น มันควรจะเท่ากับ
39.52 x 90% + 24.28 x 10% = 37.996 บาท/ลิตร

(คำนวณง่ายๆ จากราคาปลีก ไม่เอาพวกภาษี, เงินสบทบ ฯลฯ มาคิดนะฮะ)

แต่ปัจจุบัน โซฮอล 95 ขายอยู่ที่ 37.04 (ถูกกว่าที่คำนวณได้อยู่แล้ว!)
 
....

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ..
จริงๆ แล้ว เบนซินกับโซฮอลเนี่ยราคาที่แท้จริงของมัน ไม่ได้ต่างกันมากเลยครับ
ถ้าไม่คิดราคาเอทานอลเลยก็ต่างกันได้มากสุด 10% ~ 3 บาทกว่าๆ เท่านั้น!

แต่.. ท่านทั้งหลาย โดน "หลอกลวง" ด้วยการ "บิดเบือน" ราคามาช้านาน
(คือราคาเบนซินสูงกว่าที่ควรจะเป็น)
 

จึงได้เขียนมาเพื่อให้พิจารณากัน :)
 
ปล. สำหรับ 91 ส่วนต่างหลังลดราคา จะอยู่ประมาณ 20 สต. แต่ที่คำนวณได้ จะอยู่ประมาณ 1 บาท ครับ (จะให้ส่วนต่างเกินบาท ก็บิดเบือนครับ)
 
 

Bangkok Traffic in a Minute

posted on 25 Jun 2011 02:21 by ipats in social

ไม่มีอะไร ลองถ่ายดูเล่นๆ ดูแล้วก็เพลินๆ ดี.. มาดูในคอม ถึงรู้ว่า กล้องหลุดโฟกัสไปเยอะ -*-

1. แยกรัชโยธิน หน้าตึกช้าง
 
 
2. ห้าแยกลาดพร้าว.. หนึ่งในแยกที่วุ่นวายในกรุงเทพ
 
 
3. สะพานข้ามแยกหน้ายูเนี่ยนมอลล์ (โปรดสังเกตว่าทำไมรถติด.. ปาดไปปาดมา)
 
 
4. ป้ายรถเมล์หน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว
 
 
 
วิดิโอทั้งหมด ใช้ Lumix TZ10 ถ่ายที่ 720p (ได้แค่นั้น.. แถมโฟกัสหลุดอีก.. อนาถมาก - -")
แก้ไขโดย ffmpeg, audacity, windows live movie maker
 
สวัสดีครับ

เหตุการณ์สมมติ:
ผม เปิดร้านขายหมูปิ้ง ร้านเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่ง รายได้ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย พอกิน พอใช้ไปวันๆ อยู่มาวันนึง ผมได้ทราบข่าวว่าทางอีสานบ้านเกิดได้มีเหตุการณ์น้ำท่วม ก็เลยอยากช่วยเหลือบริจาคทรัพย์ตามกำลังที่มี แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า นอกจากเงินที่ผมมีเล็กๆ น้อยๆ นั้น ผมยังมีอีกวิธีที่จะหาเงินได้ ก็คือ กำไรจากการขายหมูปิ้ง เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมจึงประกาศให้ลูกค้าทราบว่า กำไรจากการขายหมูปิ้งอาทิตย์นี้ ผมจะเอาไปช่วยน้ำท่วม ฝากบอกเพื่อนๆ ด้วยนะ ถ้าใครอยากกินหมูปิ้งอร่อยๆ ของร้านผม และก็ได้ช่วยเหลือพื่อนมนุษย์ด้วย ก็มาซื้อได้เลย

ใน ใจผม อาจจะคิดเล็กน้อยด้วยว่า เป็นการโปรโมทร้านไปในตัว แต่ก็นะ.. มันก็เป็นวิธีที่ผมจะหาเงินได้มาเลี้ยงปากท้องด้วยหนิ ผมผิดด้วยเหรอ?

ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าช่วงนี้ ได้มีเหตุการณ์ภัยธรรมชาติร้ายแรงขึ้น (ญี่ปุ่นนั้นแหละครับ) และได้มีแคมเปญร่วมบริจาคเงินมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “กด Like”

บาง ท่านอาจจะได้รับทราบแคมเปญเหล่านี้แล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ เรื่องคือ มีแบรนด์ต่างๆ เช่น โออิชิ, นิสสัน, กรุงศรีฯ ได้จัดแคมเปญบน facebook page ของตัวเอง ให้สมาชิก facebook มากด “Like” หน้าเพจนั้นๆ (หรือภาพ, ข้อความ ตามแต่ละเจ้า) และแต่ละ Like ที่คนกด ทางแบรนด์ก็จะบริจาคเงินให้ จำนวนมากน้อย ก็แล้วแต่เจ้านั้นๆ

ฟังดูดี ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่มันก็มีจนได้ครับ

เรื่องคือ ได้มี “สมาชิกอินเทอร์เน็ต” กลุ่มหนึ่งออกมาโจมตีแคมเปญดังกล่าว โดยให้เหตุผลต่างๆ นานา เช่น
  1. แบรนด์ ไม่จริงใจในการบริจาคเงิน เงินจำนวนน้อย เป็นการตีค่า fan ที่ต่ำกว่าความจริง สมควรเพิ่มเงินบริจาค
  2. แบรนด์ไม่จริงใจ เพราะตั้งเงื่อนไขในการบริจาค จริงๆ เป็นแต่แผนการตลาดที่ต้องการ fan แล้วเอามาอ้างเรื่องบริจาคเงิน
  3. เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ผิดๆ กด Like = ทำบุญ

สำหรับ สองข้อแรก ผมคิดว่าเรื่องที่ผมสมมติขึ้น น่าจะอธิบายได้ดีด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว รายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้าง แต่ใจความก็เหมือนกัน (อาจจะอ้างว่า ร้านหมูปิ้งผม “เล็กๆ” แต่แบรนด์ที่ทำแคมเปญ “ใหญ่” แล้วไงครับ... ก็ทำมาหากินเหมือนกัน)

ส่วน ข้อสุดท้าย เป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่ผมเห็นว่า ถึงไม่มีแคมเปญนี้ เราก็มี “Like เพื่อมนุษยชาติ” มากมาย ลองดูพวกเพจ “มั่นใจคนไทยเกินล้าน...” ต่างๆ ที่บางครั้ง ก็เป็นเพียงด่าทอ เสียดสี กลุ่มบุคคลต่างๆ แล้วก็มีคนไป “Like” มากมาย ซึ่งบางคนก็รู้สึกดีที่ได้ like ด้วย แบบนี้ มันไม่น่าเป็นห่วงกว่าหรือครับ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังส่งเสริมให้จิตใจต่ำทรามกันอีก

สำหรับ ท่านที่อ่านแล้ว ยังไม่เข้าใจ ผมก็ขอยกตัวอย่าง เพิ่ม เช่น การจัดงานขายของเพื่อช่วยผู้ประสบภัยต่างๆ ถามว่าค่าดำเนินการจัดงานเนี่ยเยอะไหม หลายแสนอยู่นะครับ บางครั้งเป็นล้านด้วย (อย่าคิดว่า พื้นที่ฟรี ร้านฟรี ดาราฟรี, ฟรี มันเป็นคำหลอกลวงครับ เพราะทุกอย่างมีต้นทุน) ถ้าคิดตามตรรกะของ “ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตกลุ่มนั้น” ก็คงต้องบอกว่า จัดงานทำไม เสียค่าจัดงาน ร้านค้าต่างๆ เอาของมาขายทำไม บริจาคเงินไปเลยซิ (เอาของมาขาย = ตั้งเงื่อนไขว่าเงินบริจาคขึ้นกับยอดขาย) บางงานทำเสื้อให้คนซื้อ.. ทุน 50 บาท ขาย 199 = ได้เงินไปบริจาคจริง 149, แล้วจะทำเสื้อขายทำไม ให้คนบริจาคไปเลยซิเต็มๆ ไม่ต้องมี “วัตถุ” มาล่อ

พอจะเห็นภาพหรือยังครับ ว่าตรรกะแบบนี้มันก็เป็นเพียง “ตรรกะเลือกปฏิบัติ” ของคนกลุ่มนึง ที่ไม่พอใจอะไรบางอย่าง แล้วก็หาเหตุผลให้สิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี

จบครับ
 
หมายเหตุ: "คนกลุ่มนั้น" บางคน เป็นคนที่ชื่นชมแคมเปญประเภท "กดแชร์ชวนเพื่อน ทำ..... ลุ้นรับ ...... ยิ่งไลค์เยอะ ยิ่งมีสิทธิมาก บลาๆๆ"