มาสมัครงานกันเถอะ
posted on 06 Mar 2007 01:23 by ipats
สวัสดีครับ
จากเอ็นทรีที่แล้ว..
ผมก็พบความจริงที่ว่า การเซ็ตผมเองนั่น ยากกว่าเขียนโปรแกรมเป็นไหนๆ
ทำยังไง้ยังไง มันก็ไม่เหมือนที่ช่างเค้าเซ็ตให้ซะที เหอๆ
อ่ะ.. มาว่าเรื่องของวันนี้ดีกว่า...
ช่วงนี้ หลายๆ คนคงใกล้เรียนจบแล้ว
พอดีกับผมได้คุยกับเพื่อนที่กำลังจะจบเกี่ยวกับการหางานพอดี
ก็เลยคิดว่าน่าจะมาแชร์ประสบการณ์การสมัครงาน
เผื่อว่าจะช่วยให้บางคนสมัครงานได้ง่ายขึ้นนะครับ ;D
(หรือจะยากขึ้นหว่า เหอๆ)
อย่างแรก.. ออกตัวก่อนว่า
ผมเขียนในมุมมองของคนสมัครนะครับ อาจจะไม่ตรงกับคนรับก็ได้
และผมก็ไม่ได้เป็นกูรูด้านการสมัครงานด้วยนะ อาจจะผิดพลาดบ้าง...
... ขั้นแรก เตรียมตัวก่อนจบ ...
ขั้นนี้ คนที่จะจบก็คงทำไม่ทันแล้วหล่ะ แต่คนที่กำลังเรียนอยู่ก็น่าจะทำได้
ขั้นนี้เป็นขั้นที่จะทำให้แบคกราวน์ของคุณดูดีขึ้น
วิธีก็คือ..
- ร่วมกิจกรรมในระหว่างเรียนไปด้วย เช่น ร่วมชมรมไปสอนหนังสือ
นอกจากนี้ก็ควรเข้าร่วมการแข่งขัน การอบรมต่างๆ
อันนี้ขอบอกว่าตอนเรียนจะได้เปรียบมาก
เพราะโครงการไหนๆ ก็มักจะรับแต่นิสิต นักศึกษา
ฉะนั้น จะโครงการอะไรก็เข้าร่วมไปเถอะ ถ้าเวลาและโอกาสมันอำนวย
บางทีมันอาจจะให้อะไรมากกว่าที่คิดนะครับ (เช่นการไปนั่งเล่น excel ... ฮา)
- ทำเกรดจบดีๆ จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินคนด้วยตัวเลข
แต่ตัวเลขเล็กๆ เหล่านี้ มันก็พอจะสะท้อนภาพเบื้องต้นได้ส่วนหนึ่ง
เกรดพื้นฐานที่ควรจะได้ก็น่าจะประมาณ 2.75 ถ้าจะให้ดีก็ควรได้เลข 3
แต่ถ้ามากไประวังตอนสมัครจะโดน.. ผมว่าคุณน่าจะไปเรียนต่อนะ!
แล้วก็โดยเฉพาะวิชาเฉพาะหรือวิชาเอกของคุณ ควรจะได้ B อย่างต่ำ
มีสอบตกบ้างก็ไม่ต้องกังวลอะไรมากถ้ามันไม่ค่อยเกี่ยวกับสายงาน
- หาประสบการณ์อื่นๆ นอกจากเข้าร่วมชมรม หรือโครงการต่างๆ แล้ว
ถ้าหาโอกาสไม่ได้ ก็อาจจะหาอะไรทำเป็นงานอดิเรกบ้าง
อาจจะเป็นการเขียนเกม ทำเว็บ ถ่ายวิดิโอ ถ่ายรูปเล่น
หลายคนเวลาเขียนรีซูเม่ จะเขียนว่างานอดิเรกคือ เล่นอินเทอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง
(ผมก็คนนึงหล่ะ) มันน่าจะมีอะไรแตกต่างและโดดเด่นจากคนอื่น
เพื่อความน่าสนใจของตัวเอง
... ขั้นต่อไป เตรียมตัวสมัครงาน ...
การเตรียมตัวจะสมัคร ส่วนใหญ่แล้วก็จะเริ่มกันช่วงเดือนธันวาคม
สิ่งที่ควรทำก่อนจะออกไปสมัครงานก็คือรีซูเม่นั่นเองครับ
หลักการง่ายๆ ของรีซูเม่ก็คือ สั้น กระชับ แต่อธิบายตัวคุณได้ทุกอย่าง
รูปแบบควรอ่านง่าย ใช้ตัวอักษรสบายตา ไม่งั้นอาจโดนโยนทิ้งก่อนอ่านจบ
การเขียนควรแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน
รายละเอียดส่วนตัวก็มีชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ติดต่อ สถาบันที่จบ
สาขาวิชาที่เรียน ความสนใจและสิ่งที่ถนัด มีรูปถ่ายด้วยได้ก็ดี
บางคนบอกไม่จำเป็น เพราะต้องกรอกในใบสมัครอยู่แล้ว
แต่ผมว่า มีไว้ดีกว่าขาด เพื่อความสะดวกของคนอ่านประวัติด้วยครับ
อีกอย่าง ในใบสมัครอาจจะมีไม่ครบทุกอย่างที่คุณอยากจะบอก
หรือบางครั้งไม่มีเวลาเขียนใบสมัคร ก็จะได้ยื่นแค่รีซูเม่ได้
ถัดมาก็ความสามารถทุกอย่างที่คุณทำได้
เยอะไป? ไม่ต้องห่วงครับ ใส่ไปเถอะ แต่อย่าเยิ่นเย้อ
บางอย่างคล้ายๆ กันก็อาจจะรวมๆ กันได้ เช่น
Web programming: Client-side/Server-side Script (JavaScript, PHP, etc.), AJAX
ไม่จำเป็นต้องสาธยายอะไรมาก เพราะจะต้องไปคุยรายละเอียดตอนสัมภาษณ์อยู่แล้ว
แต่ถ้าคุณมีอะไรที่เด่นมาก ก็ใส่ไปด้วยได้
เช่นในตัวอย่าง ผมใส่ JavaScript กับ PHP เพราะชำนาญสองตัวนี้
ส่วน etc. ค่อยไปคุยกันทีหลังว่าอะไรบ้าง
และถ้าคุณไปเดินตาม job fair ก็ควรพกปากกาไฮไลท์ไปด้วย
เพราะแต่ละบ. จะต้องการความสามารถไม่เหมือนกัน
เพื่อความสะดวกของคนรับสมัคร เราก็ควรที่จะขีดอันที่บ. เค้าต้องการให้เด่นๆ
เช่นเดียวกับการส่งเป็นอีเมล์ ก็ควรไฮไลท์ด้วย
อื่นๆ ที่ควรใส่ก็คือประสบการณ์ต่างๆ รวมทั้งรางวัลที่เคยได้รับ
จะเรียงตามเวลา หรือตามความเด่นก็ได้
ไม่จำเป็นต้องเอาตั้งแต่สมัยมัธยมมา (นอกจากจะเป็นประมาณ ได้เหรียญทองโอลิมปิก)
พวกได้รางวัลฟันขาวอนุบาลหมีน้อยก็ไม่ต้อง (ถ้าสมัครเป็นแนวๆ PR ก็อาจจะต้องใส่)
ความยาวของรีซูเม่ ถ้าเป็นไปได้ควรให้จบในหนึ่งหน้า หลายหน้ามันจะหลุดจากกันได้
ถ้าสองหน้าก็พอโอเคครับ แต่ถ้ามากกว่านี้จะยาวไป อ่านแล้วจะเบื่อ
และก็ไม่ควรพิมพ์หน้า-หลัง เพราะเค้าจะไม่เห็น
อ้อ.. ถ้าใครจะลงทุนไปสอบพวก TOEIC อะไรก็ดีนะครับ เอามาใส่ในนี้ด้วยเลย
แต่บางบ. จะจัดสอบให้ฟรีเลยก็มี (เดี๋ยวนี้ค่าสอบแพง ไม่จำเป็นก็อย่าเปลืองเลย)
เรื่องการอีเมล์ แนะนำว่าควรจะส่งเป็น PDF น่าจะดีที่สุด
เพราะการใช้งานค่อนข้างกว้างขวาง พอๆ กับ DOC
แต่ DOC มีปัญหาเรื่องการเปิดข้ามรุ่น
แต่ถ้าจะส่งเป็น ODT ก็เค้าจะเปิดไม่เป็นอีก ซวยเลยทีนี้
สิ่งอื่นที่ต้องเตรียมก็คือทรานสคริปท์ และใบรับรองว่ากำลังจะจบ
ส่วนใหญ่จะใช้เวลาขอประมาณ 3 - 4 วัน ก็ควรขอล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ
จำนวน ก็ตามจำนวนที่จะสมัคร แต่อย่าเยอะเกิน เปลือง
... ขั้นที่สาม สมัครงาน ...
วิธีสมัครก็มีหลายวิธี เช่นไปตาม job fair หรือจะ walk in เลยก็ได้
บางบ. ก็จะมีไปรับกันถึงมหาวิทยาลัยเลย ของพวกนี้ต้องติดตามประกาศนะครับ
ขั้นตอนการสมัครนี้ก็ไม่มีอะไรมาก
สำคัญคือ เอกสารเตรียมให้ครบ ถ่ายสำเนาไปให้พร้อม รูปก็พกไปเยอะๆ
พวกบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนย้าน ใบเกณฑ์ทหาร ฯลฯ
(ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ตอนสมัคร แต่เผื่อไว้ก็ไม่เสียหาย)
การแต่งตัวก็ให้สะอาดเรียบร้อย เหมาะสุดผมว่าน่าจะเป็นชุดนิสิตนี่หล่ะ
จะสมัครบริษัทอะไร ก็ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นว่าเค้าทำอะไร
แล้วตำแหน่งที่เราไปสมัคร มันต้องทำอะไร เค้ามี requirement อะไรบ้าง
อีกอย่างที่สำคัญคือ.. อย่าสมัครมั่ว
ผมเห็นบางคนไปเดิน job fair ที สมัครมันทุกบริษัท บางคนสามสิบที่อย่างงี้!
คือก็เข้าใจอ่ะนะว่ากลัวไม่ได้งาน แต่ถ้ามั่วๆ สมัครแบบนี้
ถึงเค้ารับ บางทีเราอาจจะไม่ต้องการเองก็เป็นได้
เพราะฉะนั้น ศึกษาให้ดีก่อนจะสมัคร เพราะจะเสียเวลาทั้งเค้าและคุณ
และบางที อาจจะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูกจะเลือกบริษัทอะไรดี
และถ้าคุณตั้งใจจะเดินสาย walk in ก็เตรียมใจไว้ว่ามันจะเหนื่อย
ผมเคยไปลองเดินเล่นครั้งนึง.. กว่าจะหาบริษัทเจอ ร้อนมากๆๆๆๆๆ
วิธีสมัครที่ผมว่าโอเคสุดก็คงเป็นการมารับที่มหาวิทยาลัยนี่แหละ
แต่ตัวเลือกมันจะน้อยหน่อย.. ถ้าเค้าไม่มารับ ก็อาจจะโทรศัพท์ไปสอบถาม
แล้วสมัครผ่านอีเมล์/เว็บก็ได้ เดี๋ยวนี้หลายที่จะรับสมัครแบบนี้กันแล้ว
บางทีอุตส่าไปถึงบริษัท พอถึงเค้าก็ให้นั่งกรอกในสมัครผ่านเว็บ!
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการ walk in เลยไม่ดี
เพราะถ้าฟลุคๆ บางทีคุณอาจจะได้งานในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!!
ฉะนั้นต้องเตรียมตัวไปดีๆ ด้วยสำหรับวิธีนี้ รวมทั้งเตรียมโดนสัมภาษณ์ไว้เลย
...
ยาวล่ะ เดี๋ยวจะอ่านกันเหนื่อยและเบื่อ
พรุ่งนี้ (ถ้ามีแรง) จะมาต่อขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือการสัมภาษณ์งาน
สำคัญขนาดที่มีหนังสือสอนการสัมภาษณ์งานออกมาขายเป็นเล่มๆ กันเลยทีเดียว
จากเอ็นทรีที่แล้ว..
ผมก็พบความจริงที่ว่า การเซ็ตผมเองนั่น ยากกว่าเขียนโปรแกรมเป็นไหนๆ
ทำยังไง้ยังไง มันก็ไม่เหมือนที่ช่างเค้าเซ็ตให้ซะที เหอๆ
อ่ะ.. มาว่าเรื่องของวันนี้ดีกว่า...
ช่วงนี้ หลายๆ คนคงใกล้เรียนจบแล้ว
พอดีกับผมได้คุยกับเพื่อนที่กำลังจะจบเกี่ยวกับการหางานพอดี
ก็เลยคิดว่าน่าจะมาแชร์ประสบการณ์การสมัครงาน
เผื่อว่าจะช่วยให้บางคนสมัครงานได้ง่ายขึ้นนะครับ ;D
(หรือจะยากขึ้นหว่า เหอๆ)
อย่างแรก.. ออกตัวก่อนว่า
ผมเขียนในมุมมองของคนสมัครนะครับ อาจจะไม่ตรงกับคนรับก็ได้
และผมก็ไม่ได้เป็นกูรูด้านการสมัครงานด้วยนะ อาจจะผิดพลาดบ้าง...
... ขั้นแรก เตรียมตัวก่อนจบ ...
ขั้นนี้ คนที่จะจบก็คงทำไม่ทันแล้วหล่ะ แต่คนที่กำลังเรียนอยู่ก็น่าจะทำได้
ขั้นนี้เป็นขั้นที่จะทำให้แบคกราวน์ของคุณดูดีขึ้น
วิธีก็คือ..
- ร่วมกิจกรรมในระหว่างเรียนไปด้วย เช่น ร่วมชมรมไปสอนหนังสือ
นอกจากนี้ก็ควรเข้าร่วมการแข่งขัน การอบรมต่างๆ
อันนี้ขอบอกว่าตอนเรียนจะได้เปรียบมาก
เพราะโครงการไหนๆ ก็มักจะรับแต่นิสิต นักศึกษา
ฉะนั้น จะโครงการอะไรก็เข้าร่วมไปเถอะ ถ้าเวลาและโอกาสมันอำนวย
บางทีมันอาจจะให้อะไรมากกว่าที่คิดนะครับ (เช่นการไปนั่งเล่น excel ... ฮา)
- ทำเกรดจบดีๆ จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินคนด้วยตัวเลข
แต่ตัวเลขเล็กๆ เหล่านี้ มันก็พอจะสะท้อนภาพเบื้องต้นได้ส่วนหนึ่ง
เกรดพื้นฐานที่ควรจะได้ก็น่าจะประมาณ 2.75 ถ้าจะให้ดีก็ควรได้เลข 3
แต่ถ้ามากไประวังตอนสมัครจะโดน.. ผมว่าคุณน่าจะไปเรียนต่อนะ!
แล้วก็โดยเฉพาะวิชาเฉพาะหรือวิชาเอกของคุณ ควรจะได้ B อย่างต่ำ
มีสอบตกบ้างก็ไม่ต้องกังวลอะไรมากถ้ามันไม่ค่อยเกี่ยวกับสายงาน
- หาประสบการณ์อื่นๆ นอกจากเข้าร่วมชมรม หรือโครงการต่างๆ แล้ว
ถ้าหาโอกาสไม่ได้ ก็อาจจะหาอะไรทำเป็นงานอดิเรกบ้าง
อาจจะเป็นการเขียนเกม ทำเว็บ ถ่ายวิดิโอ ถ่ายรูปเล่น
หลายคนเวลาเขียนรีซูเม่ จะเขียนว่างานอดิเรกคือ เล่นอินเทอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง
(ผมก็คนนึงหล่ะ) มันน่าจะมีอะไรแตกต่างและโดดเด่นจากคนอื่น
เพื่อความน่าสนใจของตัวเอง
... ขั้นต่อไป เตรียมตัวสมัครงาน ...
การเตรียมตัวจะสมัคร ส่วนใหญ่แล้วก็จะเริ่มกันช่วงเดือนธันวาคม
สิ่งที่ควรทำก่อนจะออกไปสมัครงานก็คือรีซูเม่นั่นเองครับ
หลักการง่ายๆ ของรีซูเม่ก็คือ สั้น กระชับ แต่อธิบายตัวคุณได้ทุกอย่าง
รูปแบบควรอ่านง่าย ใช้ตัวอักษรสบายตา ไม่งั้นอาจโดนโยนทิ้งก่อนอ่านจบ
การเขียนควรแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน
รายละเอียดส่วนตัวก็มีชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ติดต่อ สถาบันที่จบ
สาขาวิชาที่เรียน ความสนใจและสิ่งที่ถนัด มีรูปถ่ายด้วยได้ก็ดี
บางคนบอกไม่จำเป็น เพราะต้องกรอกในใบสมัครอยู่แล้ว
แต่ผมว่า มีไว้ดีกว่าขาด เพื่อความสะดวกของคนอ่านประวัติด้วยครับ
อีกอย่าง ในใบสมัครอาจจะมีไม่ครบทุกอย่างที่คุณอยากจะบอก
หรือบางครั้งไม่มีเวลาเขียนใบสมัคร ก็จะได้ยื่นแค่รีซูเม่ได้
ถัดมาก็ความสามารถทุกอย่างที่คุณทำได้
เยอะไป? ไม่ต้องห่วงครับ ใส่ไปเถอะ แต่อย่าเยิ่นเย้อ
บางอย่างคล้ายๆ กันก็อาจจะรวมๆ กันได้ เช่น
Web programming: Client-side/Server-side Script (JavaScript, PHP, etc.), AJAX
ไม่จำเป็นต้องสาธยายอะไรมาก เพราะจะต้องไปคุยรายละเอียดตอนสัมภาษณ์อยู่แล้ว
แต่ถ้าคุณมีอะไรที่เด่นมาก ก็ใส่ไปด้วยได้
เช่นในตัวอย่าง ผมใส่ JavaScript กับ PHP เพราะชำนาญสองตัวนี้
ส่วน etc. ค่อยไปคุยกันทีหลังว่าอะไรบ้าง
และถ้าคุณไปเดินตาม job fair ก็ควรพกปากกาไฮไลท์ไปด้วย
เพราะแต่ละบ. จะต้องการความสามารถไม่เหมือนกัน
เพื่อความสะดวกของคนรับสมัคร เราก็ควรที่จะขีดอันที่บ. เค้าต้องการให้เด่นๆ
เช่นเดียวกับการส่งเป็นอีเมล์ ก็ควรไฮไลท์ด้วย
อื่นๆ ที่ควรใส่ก็คือประสบการณ์ต่างๆ รวมทั้งรางวัลที่เคยได้รับ
จะเรียงตามเวลา หรือตามความเด่นก็ได้
ไม่จำเป็นต้องเอาตั้งแต่สมัยมัธยมมา (นอกจากจะเป็นประมาณ ได้เหรียญทองโอลิมปิก)
พวกได้รางวัลฟันขาวอนุบาลหมีน้อยก็ไม่ต้อง (ถ้าสมัครเป็นแนวๆ PR ก็อาจจะต้องใส่)
ความยาวของรีซูเม่ ถ้าเป็นไปได้ควรให้จบในหนึ่งหน้า หลายหน้ามันจะหลุดจากกันได้
ถ้าสองหน้าก็พอโอเคครับ แต่ถ้ามากกว่านี้จะยาวไป อ่านแล้วจะเบื่อ
และก็ไม่ควรพิมพ์หน้า-หลัง เพราะเค้าจะไม่เห็น
อ้อ.. ถ้าใครจะลงทุนไปสอบพวก TOEIC อะไรก็ดีนะครับ เอามาใส่ในนี้ด้วยเลย
แต่บางบ. จะจัดสอบให้ฟรีเลยก็มี (เดี๋ยวนี้ค่าสอบแพง ไม่จำเป็นก็อย่าเปลืองเลย)
เรื่องการอีเมล์ แนะนำว่าควรจะส่งเป็น PDF น่าจะดีที่สุด
เพราะการใช้งานค่อนข้างกว้างขวาง พอๆ กับ DOC
แต่ DOC มีปัญหาเรื่องการเปิดข้ามรุ่น
แต่ถ้าจะส่งเป็น ODT ก็เค้าจะเปิดไม่เป็นอีก ซวยเลยทีนี้
สิ่งอื่นที่ต้องเตรียมก็คือทรานสคริปท์ และใบรับรองว่ากำลังจะจบ
ส่วนใหญ่จะใช้เวลาขอประมาณ 3 - 4 วัน ก็ควรขอล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ
จำนวน ก็ตามจำนวนที่จะสมัคร แต่อย่าเยอะเกิน เปลือง
... ขั้นที่สาม สมัครงาน ...
วิธีสมัครก็มีหลายวิธี เช่นไปตาม job fair หรือจะ walk in เลยก็ได้
บางบ. ก็จะมีไปรับกันถึงมหาวิทยาลัยเลย ของพวกนี้ต้องติดตามประกาศนะครับ
ขั้นตอนการสมัครนี้ก็ไม่มีอะไรมาก
สำคัญคือ เอกสารเตรียมให้ครบ ถ่ายสำเนาไปให้พร้อม รูปก็พกไปเยอะๆ
พวกบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนย้าน ใบเกณฑ์ทหาร ฯลฯ
(ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ตอนสมัคร แต่เผื่อไว้ก็ไม่เสียหาย)
การแต่งตัวก็ให้สะอาดเรียบร้อย เหมาะสุดผมว่าน่าจะเป็นชุดนิสิตนี่หล่ะ
จะสมัครบริษัทอะไร ก็ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นว่าเค้าทำอะไร
แล้วตำแหน่งที่เราไปสมัคร มันต้องทำอะไร เค้ามี requirement อะไรบ้าง
อีกอย่างที่สำคัญคือ.. อย่าสมัครมั่ว
ผมเห็นบางคนไปเดิน job fair ที สมัครมันทุกบริษัท บางคนสามสิบที่อย่างงี้!
คือก็เข้าใจอ่ะนะว่ากลัวไม่ได้งาน แต่ถ้ามั่วๆ สมัครแบบนี้
ถึงเค้ารับ บางทีเราอาจจะไม่ต้องการเองก็เป็นได้
เพราะฉะนั้น ศึกษาให้ดีก่อนจะสมัคร เพราะจะเสียเวลาทั้งเค้าและคุณ
และบางที อาจจะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูกจะเลือกบริษัทอะไรดี
และถ้าคุณตั้งใจจะเดินสาย walk in ก็เตรียมใจไว้ว่ามันจะเหนื่อย
ผมเคยไปลองเดินเล่นครั้งนึง.. กว่าจะหาบริษัทเจอ ร้อนมากๆๆๆๆๆ
วิธีสมัครที่ผมว่าโอเคสุดก็คงเป็นการมารับที่มหาวิทยาลัยนี่แหละ
แต่ตัวเลือกมันจะน้อยหน่อย.. ถ้าเค้าไม่มารับ ก็อาจจะโทรศัพท์ไปสอบถาม
แล้วสมัครผ่านอีเมล์/เว็บก็ได้ เดี๋ยวนี้หลายที่จะรับสมัครแบบนี้กันแล้ว
บางทีอุตส่าไปถึงบริษัท พอถึงเค้าก็ให้นั่งกรอกในสมัครผ่านเว็บ!
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการ walk in เลยไม่ดี
เพราะถ้าฟลุคๆ บางทีคุณอาจจะได้งานในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!!
ฉะนั้นต้องเตรียมตัวไปดีๆ ด้วยสำหรับวิธีนี้ รวมทั้งเตรียมโดนสัมภาษณ์ไว้เลย
...
ยาวล่ะ เดี๋ยวจะอ่านกันเหนื่อยและเบื่อ
พรุ่งนี้ (ถ้ามีแรง) จะมาต่อขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือการสัมภาษณ์งาน
สำคัญขนาดที่มีหนังสือสอนการสัมภาษณ์งานออกมาขายเป็นเล่มๆ กันเลยทีเดียว
Tags: apply job, career, job, recruitment6 Comments
ไอ้แพท..




#1 By ~Toru Toru Bozu ~ on 2007-03-06 04:39