http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X4044843/X4044843.html
ความคิดเห็นที่ 3
....
จริง ๆ จะว่าไปแล้ว อัจฉริยะเด็กทุกคนก็เป็นได้น่ะ ขึ้นกับการเอาใจใส่ดูแลเลี้ยงดูของพ่อแม่ เช่น ให้การศึกษาที่ดีแต่เด็ก ๆ อย่างว่าขึ้นกับเงินเป็นหลัก คนรวย ๆ มีตังจะทำอะไรก็ได้ ยิ่งดูแลลูกดีมีเงินไม่อั้น ลูกก็เก่งเป็นอัจฉริยะได้
แค่หากคุณ
...มีตังจ้างครูมาสอนดนตรีให้ลูกแต่เด็ก ๆ
...มีตังจ้างครูสอนภาษาแต่ ๆ เด็ก ๆ
...มีตังส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์แต่เด็ก ๆ เพื่อเก่งภาษา
...มีตังส่งลูกไปเรียนมหาลัยเมืองนอก
...มีตังเลี้ยงลูกในสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้อยู่แวดวงสังคมชั้นสูง กับคนเก่ง ๆ ห่างไกลวัยรุ่นจิ๋กโก๋ตีกันไม่เรียนหนังสือ
...มีตังไม่อั้น ซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างให้เรียน
ถ้าคุณทำได้และให้โอกาสลูกคุณได้แบบนี้ ไปเอาเด็กเลี้ยงควายบ้านนอกที่ไหนมารับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมก็เก่งแบบนี้ได้ครับ คนเราเกิดมาเท่ากันทุกอย่างแต่โอกาสไม่เท่ากัน
---------------------------
ความคิดเห็นที่ 9
อยากให้มองที่การสั่งสอนเลี้ยงดู มากกว่าสิ่งที่พ่อแม่สามารถประเคนให้ลูกได้ด้วยน่ะครับ
เพราะจะว่าไป เด็กที่เสียคนส่วนใหญ่ ก็ลูกคนมีฐานะทั้งนั้น
และถ้ามองดูประวัติคนหลายๆคนแล้วจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยมีชีวิตลำบากค่นแค้นมาก่อน เมื่อเขาไม่มี เขาถึงไขว่คว้าโอกาสการเรียนการทำงาน และโอกาสดีอื่นๆที่มี ไม่ให้หลุดลอย(รวมถึงการสู้ชีวิต อาจจะได้ความขยันติดตัวไปด้วย)
ในขณะที่ ลูกคนรวยส่วนใหญ่ มักจะเหลวแหลกถ้าเลี้ยงไม่ดี เพราะเขาสบายอยู่แล้ว ไม่คิดว่าจะต้องไขว่คว้าหาอะไรอีก ( ใจลึกๆก็จะคิดว่า สมบัติที่มีพอกินไปทั้งชาติ หรือ ไม่ได้คิดถึงกรณีที่ต้องเลี้ยงตัวเอง แต่เกาะสมบัติพ่อแม่กินไปเรื่อยๆ โดยหารู้ไม่ว่า พ่อแม่เขาไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ) เมื่อไม่มีอะไรขับดันให้ดิ้นรนสู้ชีวิต เขาก็จะไม่สนโอกาสอะไรต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับการเลี้ยงตัวเองในอนาคตของเขาเลย ( คือ คิดเฉพาะว่า ทำอย่างไร ปัจจุบันของเขา จะสนุกที่สุด สบายที่สุด เท่านั้น )หรือเข้าทำนองเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน นั่นเอง
จึงเป็นโจทย์ที่น่าสนใจว่า นอกจากจะมีทรัพย์สมบัติมากมายแล้ว เลี้ยงลูกอย่างไรจึงจะเป็นคนดี และคนเก่งได้
การยัดให้เรียนนู่นเรียนนี่อย่างเดียว กลัวเด็กจะรับไม่ไหวประสาทกินไปก่อน ก็ต้องระวังด้วยครับ ที่สำคัญ อย่าให้เขาพลาดประสบการณ์สำคัญของชีวิตในแต่ละช่วงวัยไป ;)
ขอสังเกตอีกอย่างคือ ช่วงชีวิตของคน
- เด็กที่ขยันเรียนตั้งแต่เล็กๆ ส่วนใหญ่จะเสียคนเมื่อขึ้นมัธยม หรือมหาลัย( ขาดการแนะนำที่ดีในช่วงวัยรุ่น หรือเก็บกดจากวัยเด็ก ) จะมีส่วนน้อยที่จะขยันหรือตั้งใจไปจนโต ถ้าไม่มีอะไรมาขับดันให้เขามุ่งมันจะพัฒนาตน( เช่น การเติบโตในชีวิตที่ลำบาก ต้องการความสำเร็จในอนาคตวัยทำงาน เป็นต้น )
- เด็กที่เกเรตอนเล็กๆ ถ้ายังพอจะมีความรู้จากการเรียน และ รอดชีวิตไปจนถึงเวลาที่เขามองเห็นหน้าที่ๆเขาควรทำแล้ว เขาก็สามารถกลับตัวเป็นคนดี( ซึ่งขึ้นตอนนี้ก็ต้องมีอะไรมาขับดัน หรือกระตุ้นให้เขาคิดได้เช่นกันกับกรณีข้างต้น ) คนเก่ง และขยัน ได้ชนิดแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิงได้ครับ..... แต่ในอีกทางหนึ่ง เขาก็อาจจะพิการหรือเสียชีวิตก่อนจะคิดสำนึกได้จริงๆ
ส่วนความเหลวแหลกในสังคมเมืองทุกวันนี้ ก็เป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการเลี้ยงลูกของคนยุคนี้ด้วยว่าล้มเหลวแค่ไหน หรือสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งในระดับต่ำแค่ไหน คนรุ่นใหม่ในสังคมถึงออกมาเป็นแบบอย่างที่เป็นทุกวันนี้
ความคิดเห็นที่ 3
....
จริง ๆ จะว่าไปแล้ว อัจฉริยะเด็กทุกคนก็เป็นได้น่ะ ขึ้นกับการเอาใจใส่ดูแลเลี้ยงดูของพ่อแม่ เช่น ให้การศึกษาที่ดีแต่เด็ก ๆ อย่างว่าขึ้นกับเงินเป็นหลัก คนรวย ๆ มีตังจะทำอะไรก็ได้ ยิ่งดูแลลูกดีมีเงินไม่อั้น ลูกก็เก่งเป็นอัจฉริยะได้
แค่หากคุณ
...มีตังจ้างครูมาสอนดนตรีให้ลูกแต่เด็ก ๆ
...มีตังจ้างครูสอนภาษาแต่ ๆ เด็ก ๆ
...มีตังส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์แต่เด็ก ๆ เพื่อเก่งภาษา
...มีตังส่งลูกไปเรียนมหาลัยเมืองนอก
...มีตังเลี้ยงลูกในสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้อยู่แวดวงสังคมชั้นสูง กับคนเก่ง ๆ ห่างไกลวัยรุ่นจิ๋กโก๋ตีกันไม่เรียนหนังสือ
...มีตังไม่อั้น ซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างให้เรียน
ถ้าคุณทำได้และให้โอกาสลูกคุณได้แบบนี้ ไปเอาเด็กเลี้ยงควายบ้านนอกที่ไหนมารับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมก็เก่งแบบนี้ได้ครับ คนเราเกิดมาเท่ากันทุกอย่างแต่โอกาสไม่เท่ากัน
---------------------------
ความคิดเห็นที่ 9
อยากให้มองที่การสั่งสอนเลี้ยงดู มากกว่าสิ่งที่พ่อแม่สามารถประเคนให้ลูกได้ด้วยน่ะครับ
เพราะจะว่าไป เด็กที่เสียคนส่วนใหญ่ ก็ลูกคนมีฐานะทั้งนั้น
และถ้ามองดูประวัติคนหลายๆคนแล้วจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยมีชีวิตลำบากค่นแค้นมาก่อน เมื่อเขาไม่มี เขาถึงไขว่คว้าโอกาสการเรียนการทำงาน และโอกาสดีอื่นๆที่มี ไม่ให้หลุดลอย(รวมถึงการสู้ชีวิต อาจจะได้ความขยันติดตัวไปด้วย)
ในขณะที่ ลูกคนรวยส่วนใหญ่ มักจะเหลวแหลกถ้าเลี้ยงไม่ดี เพราะเขาสบายอยู่แล้ว ไม่คิดว่าจะต้องไขว่คว้าหาอะไรอีก ( ใจลึกๆก็จะคิดว่า สมบัติที่มีพอกินไปทั้งชาติ หรือ ไม่ได้คิดถึงกรณีที่ต้องเลี้ยงตัวเอง แต่เกาะสมบัติพ่อแม่กินไปเรื่อยๆ โดยหารู้ไม่ว่า พ่อแม่เขาไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ) เมื่อไม่มีอะไรขับดันให้ดิ้นรนสู้ชีวิต เขาก็จะไม่สนโอกาสอะไรต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับการเลี้ยงตัวเองในอนาคตของเขาเลย ( คือ คิดเฉพาะว่า ทำอย่างไร ปัจจุบันของเขา จะสนุกที่สุด สบายที่สุด เท่านั้น )หรือเข้าทำนองเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน นั่นเอง
จึงเป็นโจทย์ที่น่าสนใจว่า นอกจากจะมีทรัพย์สมบัติมากมายแล้ว เลี้ยงลูกอย่างไรจึงจะเป็นคนดี และคนเก่งได้
การยัดให้เรียนนู่นเรียนนี่อย่างเดียว กลัวเด็กจะรับไม่ไหวประสาทกินไปก่อน ก็ต้องระวังด้วยครับ ที่สำคัญ อย่าให้เขาพลาดประสบการณ์สำคัญของชีวิตในแต่ละช่วงวัยไป ;)
ขอสังเกตอีกอย่างคือ ช่วงชีวิตของคน
- เด็กที่ขยันเรียนตั้งแต่เล็กๆ ส่วนใหญ่จะเสียคนเมื่อขึ้นมัธยม หรือมหาลัย( ขาดการแนะนำที่ดีในช่วงวัยรุ่น หรือเก็บกดจากวัยเด็ก ) จะมีส่วนน้อยที่จะขยันหรือตั้งใจไปจนโต ถ้าไม่มีอะไรมาขับดันให้เขามุ่งมันจะพัฒนาตน( เช่น การเติบโตในชีวิตที่ลำบาก ต้องการความสำเร็จในอนาคตวัยทำงาน เป็นต้น )
- เด็กที่เกเรตอนเล็กๆ ถ้ายังพอจะมีความรู้จากการเรียน และ รอดชีวิตไปจนถึงเวลาที่เขามองเห็นหน้าที่ๆเขาควรทำแล้ว เขาก็สามารถกลับตัวเป็นคนดี( ซึ่งขึ้นตอนนี้ก็ต้องมีอะไรมาขับดัน หรือกระตุ้นให้เขาคิดได้เช่นกันกับกรณีข้างต้น ) คนเก่ง และขยัน ได้ชนิดแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิงได้ครับ..... แต่ในอีกทางหนึ่ง เขาก็อาจจะพิการหรือเสียชีวิตก่อนจะคิดสำนึกได้จริงๆ
ส่วนความเหลวแหลกในสังคมเมืองทุกวันนี้ ก็เป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการเลี้ยงลูกของคนยุคนี้ด้วยว่าล้มเหลวแค่ไหน หรือสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งในระดับต่ำแค่ไหน คนรุ่นใหม่ในสังคมถึงออกมาเป็นแบบอย่างที่เป็นทุกวันนี้
ไอ้แพท..




ยังเป็นอะไรที่ครอบครัวไทยน่าใช่อยู่
บ้านผมได้ดีหลายคน เพราะเข็มขัด กับไม้แขวนเสื้อนี่แหละครับ
ครอบครัวสมัยใหม่ ส่วนใหญ่ยกเลิกการ " เฆี่ยน " ไปแล้ว
เพราะส่วนใหญ่เห็นว่ามันป่าเถื่อน จะเลี้ยงลูกต้องตามใจ
หรือกล่าวตักเตือนแบบง่าย ๆ แต่เด็กก็ไปทำอีก
มันอาจจะใช้ได้กับเด็กบางคน แต่ส่วนใหญ่ผมคิดว่ามันได้ผลครับ...
เด็กฉลาด ใช่ว่าจะเป็น เด็กดี เสมอไป
#1 By พลจัตวา★ภูภู่ฯ on 2006-01-24 00:47